Main Menu
BANGKOK PORTAL

  • ไทย
  • Eng

บทความน่ารู้

รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault)
#สาระน่ารู้ #รอยเลื่อนสะกาย #แผ่นดินไหว #เมียนมา #กรุงเทพมหานคร
.
รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ในเมียนมาร์
ผลกระทบถึงกรุงเทพ
ตระหนักแต่ไม่ตระหนก
.
ท่ามกลางความสูญเสียและความเศร้าโศก จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
และการถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้วัดรัชฎาธิษฐานฯ ขอร่วมแสดงความเสียใจกับผู้ประสบภัย
และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบทุกท่าน และขอนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจ
เกี่ยวกับภัยธรรมชาติและการเตรียมความพร้อมรับมือให้ทันท่วงที
.
รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ถือเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนที่มีพลังและสำคัญที่สุด
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีลักษณะการวางตัวในแนวเหนือ-ใต้
ตลอดแนวประเทศเมียนมา (ฉายายักษ์หลับเมียนมา)
ด้วยความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร
รอยเลื่อนนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและแผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย
ซึ่งมีการเคลื่อนตัวในลักษณะแบบรอยเลื่อนเหลื่อม(strike-slip fault)
ที่แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่สวนทางกันในแนวราบ
.
รอยเลื่อนสะกาย เป็นรอยเลื่อนที่มีประวัติ การเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง
โดยมีอัตราการเคลื่อนตัวประมาณ 2-3 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างเร็ว
สำหรับรอยเลื่อนการเคลื่อนตัวนี้ ทำให้เกิดการสะสมพลังงานอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อความเค้นมากเกินกว่าความแข็งแรงของหิน
จึงเกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของแผ่นดินไหว
.
ประเทศไทย แม้จะไม่ได้อยู่บนรอยเลื่อนสะกายโดยตรง แต่ด้วยระยะห่างที่ไม่มากนัก
ทำให้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ จากรอยเลื่อนนี้สามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ ที่อยู่ใกล้กับรอยเลื่อนมากกว่า
.
เหตุการณ์แผ่นดินไหว
เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.25 น.ตามเวลาประเทศไทย
เกิดการปลดปล่อยพลังงานสะสม บริเวณรอยเลื่อนสะกายส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหว
ที่มีความรุนแรงมากพอที่จะส่งคลื่นแผ่นดินไหวมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร
แม้ว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ห่างออกไปในประเทศเมียนมา
แต่ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาของภูมิภาคหลายประการ
กลับทำให้แรงสั่นสะเทือนสามารถเดินทางได้ไกล
.
ความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในอาคารสูงในกรุงเทพฯ
สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน โดยมีลักษณะเป็นการแกว่งไกวของอาคาร
ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่า "อาคารสูงมักจะรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้มากกว่าอาคารเตี้ย"
เนื่องจาก
1. ปรากฏการณ์การขยายคลื่น - อาคารสูงมักจะขยายความแรงของคลื่นแผ่นดินไหวในความถี่ต่ำ
2. คาบธรรมชาติของอาคาร - อาคารสูงมีคาบการแกว่งตัวที่ยาวกว่าซึ่งอาจเข้ากันได้ดี
กับคลื่นแผ่นดินไหวในระยะไกล
3. ฐานรากและชั้นดิน - สภาพดินในกรุงเทพฯ ที่เป็นดินอ่อนอาจขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหว
.
ตระหนักแต่ไม่ตระหนก
ห้องสมุดฯ จึงสรุปข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้อยู่อาศัยในอาคารสูง
เนื่องจากกรุงเทพฯ มีอาคารสูงจำนวนมากที่สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
ในระยะไกลได้ ผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูงควรเตรียมพร้อมรับมือ ดังนี้
1. รู้จักพื้นที่ปลอดภัย - ระบุจุดที่แข็งแรงในอาคาร เช่น ใต้โต๊ะที่มั่นคง หรือผนังรับน้ำหนัก
2. รู้จักเส้นทางอพยพ - ศึกษาแผนฉุกเฉินและเส้นทางหนีไฟของอาคาร
3. ไม่ตื่นตระหนก - อาคารสูงในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ออกแบบให้รับแรงแผ่นดินไหวได้ในระดับหนึ่ง
4. ปฏิบัติตามหลัก "หมอบ-ป้อง-เกาะ" - หากรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน
5. หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟท์ - ใช้บันไดหนีไฟเมื่อจำเป็นต้องอพยพ
.
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นการเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยง
จากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลาง
การเตรียมพร้อมและเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
.
#ด้วยความปรารถนาดีจาก
#ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้วัดรัชฎาธิษฐานราชวรวิหาร
.